ปวดหัวเรื้อรัง ปวดหัวบ่อย

ปวดหัวเรื้อรัง สัญญาณอันตราย ที่ไม่ควรมองข้าม

จะรู้ได้อย่างไรว่าอาการปวดหัวบ่อยที่เรากำลังเป็นอยู่ อาจเป็นปวดหัวเรื้อรังที่ไม่ควรปล่อยไว้หรือไม่? ในบทความนี้เรามาดูกันว่าอาการปวดหัวเรื้อรังแบบไหนควรรีบพบแพทย์ สาเหตุของอาการปวดหัวเรื้อรัง เกิดจากอะไร ปวดหัวเรื้อรัง วิธีรักษามีอะไรบ้าง

ปวดหัวเรื้อรัง (Chronic Headache)

ปวดหัวเรื้อรัง (Chronic Headache) คืออาการปวดหัวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่า 15 วันในรอบหนึ่งเดือน และมักจะมีอาการปวดที่ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน โดยอาการปวดหัวดังกล่าวอาจเกิดจากความเครียด, ไมเกรน, การใช้ยาแก้ปวดไม่ถูกต้อง หรือความผิดปกติอื่นๆ ในร่างกาย ที่ทำให้เกิดอาการปวดหัวบ่อยต่อเนื่องจนกลายเป็นโรคปวดหัวเรื้อรัง 

ทั้งนี้ อาจจะมีอาการปวดหัวเรื้อรังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หรืออาจนำไปสู่โรคร้ายอื่นๆ ได้ โดยปวดหัวเรื้อรังจะมีลักษณะอาการ​แตกต่างจากอาการปวดหัวทั่วๆ ไป ตรงที่ปวดหัวเรื้อรัง กินยาไม่หาย แม้ว่าจะกินยาแล้วจะดีขึ้น แต่สุดท้ายอาการปวดหัวก็จะกลับมาเป็นดังเดิม ส่วนสาเหตุของอาการปวดหัวเรื้อรังอาจเกิดขึ้นได้จากหลายๆ ปัจจัย จึงต้องทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

อาการแบบไหนที่เรียกว่าปวดหัวเรื้อรัง

ลองหมั่นสังเกตอาการปวดหัวของตัวเองดูว่า มีความแตกต่างจากอาการปวดหัวทั่วไปหรือไม่ โดยอาการปวดหัวเรื้อรัง จะมีลักษณะดังต่อไปนี้

  • ปวดหัวบ่อย ปวดหัวเหมือนโดนบีบขมับ
  • ปวดหัวอย่างต่อเนื่องมากกว่า 15 วันในรอบ 1 เดือน
  • ปวดหัวติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน
  • ปวดหัวตลอดเวลา กินยาไม่หาย

ปวดหัวเรื้อรังเกิดจากสาเหตุใด

ปวดหัวเรื้อรังเกิดจากสาเหตุใด

1. โรคไมเกรนเรื้อรัง (Chronic Migraine)

อาการไมเกรนเรื้อรัง ส่วนใหญ่มักพบบ่อยในคนที่เป็นไมเกรนมาก่อน อาการปวดหัวที่เด่นของไมเกรนเรื้อรัง ตำแหน่งปวดไมเกรนคือปวดหัวครึ่งซีก หรือปวดข้างเดียว (อาจย้ายข้างได้ แต่มักจะเป็นทีละข้าง) ปวดศีรษะแบบตุบๆ คล้ายจังหวะของชีพจร โดยอาการปวดจะรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อเดินหรือขึ้นบันได และอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

จากการศึกษาพบว่าไมเกรนเรื้อรังสามารถเกิดได้จากปัจจัยด้านพันธุกรรมเป็นพื้นฐาน สารเคมีในสมอง สิ่งเร้าภายนอก ตลอดจนการทำงานผิดปกติของหลอดเลือดบริเวณศีรษะ คือ หดหรือขยายตัวอย่างผิดปกติ โดยการเกิดอาการมักกระตุ้นได้จากความเครียด การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือสิ่งกระตุ้นต่างๆ เช่น แสงไฟจ้า เสียงดัง กลิ่นไม่พึงประสงค์ เป็นต้น

2. ปวดหัวกล้ามเนื้อตึงตัวแบบเรื้อรัง (Chronic Tension-type Headache)

ปวดหัวกล้ามเนื้อตึงตัวแบบเรื้อรัง พบได้บ่อยใกล้เคียงกับไมเกรนเรื้องรัง โดยจะมีลักษณะเด่นของอาการคือ ปวดหัวแบบตื้อ ปวดรัดบริเวณรอบศีรษะทั้งสองข้างเหมือนโดนบีบขมับ และอาจรวมไปถึงปวดบริเวณต้นคอ และท้ายทอย 

โดยสาเหตุของโรคอาจเกิดจากการตึงตัวของกล้ามเนื้อ ซึ่งสร้างสารรับความรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าปกติ และอาจสัมพันธ์กับปัจจัยภายนอก เช่น ปวดหัวจากความเครียด การพักผ่อนน้อย การทำงานหนัก รวมทั้งพฤติกรรมอื่นๆ ในการใช้ชีวิตประจำวัน ที่อาจเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นให้เกิดอาการได้

3. ปวดหัวแบบคลัสเตอร์เรื้อรัง (Chronic Cluster Headache)

ลักษณะเด่นของอาการปวดหัวแบบคลัสเตอร์เรื้อรังจะคล้ายกับโรคปวดหัวข้างเดียวเรื้อรัง แต่จะมีอาการปวดหัวข้างเดียวอย่างรุนแรงมากกว่าเหมือนโดนมีดหรือของแหลมทิ่มแทง ร่วมกับมีอาการตาแดง น้ำตาไหล ตาบวมปากบวม 

โดยสาเหตุของปวดหัวแบบคลัสเตอร์เรื้อรัง อาจสัมพันธ์กับการทำงานของต่อมใต้สมองและเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ทำงานผิดปกติการปวดหัวคลัสเตอร์เรื้อรังจะส่งผลให้เกิดอาการปวดหัวประมาณ 3 ชั่วโมง ยาวนานตลอด 3 เดือน

4. ปวดหัวข้างเดียวเรื้อรัง (Hemicrania Continua)

ลักษณะเด่นของปวดหัวข้างเดียวเรื้อรัง คือ ปวดบริเวณรอบกระบอกตา รวมไปถึงบริเวณขมับข้างเดียวโดยไม่เคยย้ายข้าง และเป็นเรื้อรังมากกว่า 3 เดือนขึ้นไป โดยความรุนแรงของอาการปวดจะมีตั้งแต่ปวดเล็กน้อยจนถึงรุนแรง และมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ตาแดง ตาบวม น้ำตาไหล น้ำมูกไหล ในข้างที่ปวด 

ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหัวข้างเดียวเรื้อรังนั้นมักพบได้น้อย โดยสาเหตุของโรคอาจเกิดจากการทำงานของเส้นประสาทคู่ที่ 5 ของสมองรับความรู้สึกและส่งสัญญาณผิดปกติ

5. ปวดหัวต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน (New Daily Persistent Headache)

ลักษณะเด่นของอาการปวดหัวต่อเนื่องเป็นประจำทุกวันคือ มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในคนที่ไม่เคยมีโรคปวดหัวใดๆ มาก่อน โดยอาจมีอาการปวดหัวทั้งสองข้างหรือข้างเดียวก็ได้ ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือตาสู้แสงไม่ได้ ซึ่งเป็นลักษณะของไมเกรนที่พบได้มาก และอาการปวดอาจต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 3 เดือน 

ปวดหัวต่อเนื่องเป็นประจำทุกวันเป็นโรคที่พบได้น้อย และในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของโรคที่ชัดเจน จึงควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เพิ่มเติม โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 70 สามารถหายจากโรคนี้ได้

6. ปวดหัวเรื้อรังจากการใช้ยาเกินขนาด (Medication Overuse Headache)

ปวดหัวเรื้อรังจากการใช้ยาเกินขนาด ผู้ป่วยมักมีโรคปวดหัวอย่างอื่นอยู่ก่อนแล้ว เช่น ไมเกรน หรือปวดประเภทต่างๆ ที่จำเป็นต้องทานยาเพื่อรักษาอาการ ซึ่งถ้าหากทานยาเกินปริมาณที่แพทย์กำหนด หรือเกินขนาด จากที่จะช่วยบรรเทาอาการ ก็จะกลายเป็นว่าจะส่งผลให้ปวดหัวแทน โดยลักษณะของอาการปวดจะคล้ายกับโรคที่เป็นอยู่เดิม

7. ปวดหัวเรื้อรังหลังจากการบาดเจ็บ (Post-traumatic Headache)

ลักษณะเด่นของอาการปวดหัวเรื้อรังหลังจากการบาดเจ็บ คือ เวียนหัว นอนไม่หลับ มีปัญหาด้านความจำ ไม่มีสมาธิ ไวต่อสิ่งเร้า อารมณ์และบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไป

โดยสาเหตุของอาการอาจเกิดขึ้นหลังจากการได้รับบาดเจ็บ เช่น ศีรษะกระแทก ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือน หรือมีแผลเลือดออก กล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดบริเวณที่บาดเจ็บแคบลง ส่งผลให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้ปกติ  จึงเกิดอาการปวดหัวคล้ายไมเกรน โดยหากอาการปวดหัวเรื้อรังนี้ยังเกิดอยู่เป็นระยะเวลานาน ควรรีบพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา

ปวดหัวเรื้อรังแบบไหน…ควรพบแพทย์

สัญญาณของอาการปวดหัวเรื้อรังที่บ่งบอกว่าควรรีบไปพบแพทย์ ได้แก่

  • ปวดหัวรุนแรงแบบทันทีทันใด อย่างที่ไม่เคยเป็นหรือมากขึ้นเรื่อยๆ 
  • ลักษณะของอาการปวดหัวเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็น
  • ปวดหัวมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ตอบสนองต่อการรักษา ปวดหัวเรื้อรัง กินยาไม่หาย
  • ปวดหัวพร้อมมีอาการผิดปกติทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น ตาพร่ามัว ชักเกร็ง แขนขาอ่อนแรง เป็นต้น
  • ปวดหัวพร้อมมีไข้ น้ำหนักลด
  • อาการปวดหัวในผู้ป่วยโรคมะเร็ง หรือ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV

การวินิจฉัยอาการปวดหัวเรื้อรัง

การตรวจเลือด 

การตรวจเลือดเป็นการตรวจสารต่างๆ  ในระบบไหลเวียนโลหิต เพื่อช่วยให้ทราบถึงข้อมูลประวัติทางการแพทย์ ตรวจวัดความสมบูรณ์ของเลือดในร่างกาย ตรวจหาสารเคมีที่ผิดปกติในเลือด ตรวจหาโรคหรือการติดเชื้อต่างๆ  เพื่อหาภาวะแทรกซ้อน ว่าสาเหตุของอาการปวดหัวเรื้อรังมาจากไหน อย่างเช่น การติดเชื้อในสมองหรือกระดูกสันหลัง หลอดเลือดอักเสบ หรือสารพิษที่กระทบต่อระบบประสาทจนทำให้เกิดอาการปวดหัว

การตรวจ MRI 

Magnetic Resonance Imaging : MRI หรือ การตรวจวินิจฉัยด้วย MRI เป็นการตรวจร่างกายด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง สำหรับการสร้างภาพของสมองและหลอดเลือดที่มีความละเอียดชัดเจน โดยการตรวจ MRI นั้นจะมีความปลอดภัยสูง ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนแม่นยำ ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยเนื้องอก อาการปวดหัวเรื้อรัง เส้นเลือดในสมองแตก และการติดเชื้อต่างๆ ได้

การตรวจ CT SCAN

Computerized Tomography : CT SCAN หรือ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์  เป็นการฉายรังสีเอกซเรย์ผ่านทางระบบสมองหรืออวัยวะที่ต้องการวินิจฉัย เพื่อตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะนั้นๆ ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งจะทำการประมวลพร้อมแสดงภาพออกมาในรูปแบบภาพ 3 มิติ โดยการ CT SCAN จะทำให้เห็นรายละเอียดที่ชัดเจน ผลลัพธ์แม่นยำ เพื่อให้แพทย์สามารถหาสาเหตุและทำการรักษาขั้นต่อไป 

วิธีการรักษาอาการปวดหัวเรื้อรัง

1. การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต

ปวดหัวเรื้อรัง วิธีรักษาด้วยการนอนหลับให้เพียงพอ

พฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน อาจเป็นปัจจัยสำคัญของอาการปวดหัวบ่อย หรือปวดหัวเรื้อรัง เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านั้น อาจเป็นวิธีแก้อาการปวดหัวเรื้อรังและทำให้อาการปวดหัวเรื้อรังดีขึ้น เช่น ผ่อนคลายความเครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใส ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น

2. การรักษาด้วยการใช้ยา 

ปวดหัวเรื้อรัง วิธีรักษาด้วยยา เช่น ยาสามัญประจำบ้านกลุ่มยาแก้ปวด ยากลุ่มไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ยากลุ่มทริปเทน (Triptan) ยากลุ่มเออร์กอตามีน (Ergotamine) หรือยาคลายกล้ามเนื้อต่างๆ สามารถใช้รักษาอาการปวดหัวบ่อย ปวดหัวต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน ปวดหัวกล้ามเนื้อตึงตัวแบบเรื้อรัง ตลอดจนปวดหัวไมเกรนเรื้อรัง แต่ควรต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้ยา

3. การนวดบรรเทาอาการปวด

ปวดหัวเรื้อรัง วิธีรักษาด้วยนวดบรรเทาอาการ

วิธีแก้อาการปวดหัวเรื้อรังด้วยการนวด จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดการตึงและเกร็งลง ยิ่งหากใช้น้ำมันหอมระเหยกลิ่นต่างๆ ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มความผ่อนคลายจากกลิ่นหอมได้มากขึ้นกว่าเดิม เหมาะกับอาการปวดหัวแบบปวดหัวไมเกรนเรื้อรัง ปวดหัวข้างเดียวเรื้อรัง ปวดหัวต่อเนื่องทุกวัน ตลอดจนปวดหัวกล้ามเนื้อตึงตัวแบบเรื้อรัง

4. การฝังเข็มแก้ปวดศีรษะ

ปวดหัวเรื้อรัง วิธีรักษาด้วยการการฝังเข็ม เป็นศาสตร์การรักษาทางแพทย์แผนจีน โดยแพทย์แผนจีนเชื่อว่าการฝังเข็มไปยังบริเวณต่างๆ ของร่างกาย จะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว และปรับสมดุลของระบบไหลเวียนโลหิต ลดอาการปวดหัวบ่อยได้ดี เหมาะสำหรับปวดหัวกล้ามเนื้อตึงตัวแบบเรื้อรัง

5. การใช้โบท็อกรักษาอาการปวดหัว

การใช้โบท็อกรักษาอาการปวดหัว

การฉีดโบท็อกไมเกรนรักษาอาการปวดหัว แพทย์จะฉีด Botulinum toxin ชนิด A ที่ใบหน้า ระหว่างคิ้ว หน้าผาก ท้ายทอย ต้นคอ และบ่า เพื่อช่วยลดอาการปวดหัวเรื้อรัง มีผลข้างเคียงน้อย โดยจากการวิจัยพบว่าสามารถลดอาการปวดลงได้ 60–70% โดยการฉีดโบท็อกไมเกรน ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ว่าสามารถช่วยลดอาการปวดศีรษะได้จริง

แนวทางป้องกันไม่ให้ปวดหัวเรื้อรัง

  • ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่กระตุ้นอาการ เช่น เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ เนื่องจากเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะเรื้อรัง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อยืดกล้ามเนื้อและให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดี
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ใช้งานกล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ เช่น  การนั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ 
  • นอนหลับให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
  • ผ่อนคลายความเครียด ด้วยการทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ชอบ  เช่น การดูหนังฟังเพลง อ่านหนังสือ  ปลูกต้นไม้ 
  • นั่งสมาธิ ทำจิตใจให้แจ่มใส 

ข้อสรุป

จากข้อมูลข้างต้น ใครที่กำลังมีอาการปวดหัว ลองหมั่นสังเกตอาการปวดหัวของตัวเองดูว่า มีความแตกต่างจากอาการปวดหัวทั่วไปหรือไม่ หากมีอาการที่เข้าข่ายปวดหัวเรื้อรัง ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษา โดยการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีความสำคัญต่ออาการปวดหัวเรื้อรังอย่างมาก ดังนั้นควรพิจารณาให้ดีว่าปวดหัวเรื้อรังรักษาที่ไหนดี เพื่อให้ได้ศูนย์รักษาอาการปวดหัวเรื้อรังที่มีมาตรฐาน 

Similar Posts